Easter-Island สถานที่ลึกลับกับความเชื่อ แปลกประหลาดน่าค้นหาอีกทั้ง ยังเป็นหนึ่งในมรดกของโลกอีกด้วย

Easter-Island สถานที่ลึกลับกับความเชื่อ แปลกประหลาดน่าค้นหาอีกทั้ง ยังเป็นหนึ่งในมรดกของโลกอีกด้วย

Easter-Island

Easter-Island เกาะที่มีประวัติ มีเรื่องแปลก น่าไปเที่ยวชม สถานที่ที่เป็นมรดกโลก อีกแห่งหนึ่งที่ดูแปลกตา

Easter-Island สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่น่ารัก เป็นอย่างไรกันบ้างครับ วันนี้ผมจะมาชวนท่านทั้งหลาย ไปอ่านเรื่องของความลี้ลับ สถานที่ลึกลับ ของเก่าที่ชื่ออีสเตอร์กันครับ

เกาะอีสเตอร์ Easter Island คือ : เกาะราปานูอี (Rapa Nui) หรือ เกาะปัสกัว (Isla de Pascua) ที่ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก อยู่ในอาณาเขต การปกครองของ ประเทศชิลี ซึ่งอยู่ห่างจากฝั่ง ประเทศชิลี อยู่ทางทิศตะวันตก 3,600 กิโลเมตร

เกาะที่ใกล้กับ เกาะอีสเตอร์มากที่สุด อยู่ห่างฝั่งจาก 2,000 กิโลเมตร จึงจัดได้ว่า เป็นสถานที่อันโดดเดี่ยว แห่งหนึ่งของโลก ตัวเกาะมีขนาดเล็ก มีพื้นที่เพียง 160 ตารางกิโลเมตร มีความยาว 25 กิโลเมตร

Easter-Island

เรามาดูเรื่องราวว่า เกาะอีสเตอร์ จากประวัติของพวกเขากันดีกว่า

ในประวัติศาสตร์ Easter Island ประวัติ ได้กล่าวไว้ใน 3 ช่วงด้วยกัน

ในช่วงปี ค.ศ. 1680 มีชนเผ่าสองเผ่า ที่อยู่บนเกาะ คือมีชนเผ่าหูสั้น (มาจากเกาะแถบโปลีนีเซีย) กับเผ่าหูยาว (มาจากอเมริกาใต้) ซึ่งอยู่อย่างสงบมาช้านาน

ได้เกิดการทะเลาะกัน และได้ทำสงครามกัน ทำให้ ป่าและดินเสื่อมลง ซึ่งเผ่าหูสั้นที่มีประชากรน้อยกว่ากลับชนะเผ่าหูยาว จนพวกชาวเผ่าหูสั้น ได้ทำลายรูปปั้นหิน และโค่นรูปเกาะสลัก เป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นได้มีสงครามและความอดอยากเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

แล้วในช่วงปี ค.ศ. 1722 นักเดินเรือชาวดัตช์ เป็นชาวยุโรป กลุ่มแรกที่เข้ามาถึง ได้เดินทางมาพบเกาะนี้ ในวันอาทิตย์อีสเตอร์ และได้ค้นพบว่า บนเกาะมีสองชนเผ่า ที่อาศัยอยู่ จึงได้ตั้งชื่อเกาะ ให้ตรงกับวันที่ที่ คือวันอีสเตอร์

ส่วนในช่วงปี ค.ศ. 1770 นักเดินเรือชาวสเปน ที่เดินทางมาจากเปรู ได้ค้นพบเกาะนี้อีกครั้ง ซึ่งขณะนั้นบนเกาะ มีชาวพื้นเมืองราว 3,000 คน แต่สี่ปีให้หลังจากนั้น กับต้นเจมส์ คุก เดินทางสำรวจ แถบแปซิฟิกครั้งที่สอง ก็ได้พบเกาะอีสเตอร์

ซึ่งขณะนั้นประชากร บนเกาะเหลืออยู่เพียง 600-700 คน และมีผู้หญิงอยู่เพียง 30 คนเท่านั้น เรื่องแปลก ความเชื่อ (มีการเล่าว่า อาจเกิดจากที่ ผู้หญิงและเด็ก ได้ถูกจับกิน จึงทำให้เด็กกับผู้หญิงลดน้อยลง) ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ประชากรมีจำนวนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

ในปี ค.ศ. 1862 รัฐบาลเปรูได้กวาดต้อน ชาวพื้นเมืองชายประมาณ 1,000 คนไปเป็นทาส บนแผ่นดินใหญ่ แต่ไม่กี่เดือนต่อมา หลังจากทาส 15 คน ได้รับการปล่อยตัว กลับมาที่เกาะ ได้นำเชื้อโรคไข้ทรพิษ กลับเข้ามาด้วย ทำให้ชาวเกาะ ไม่มีภูมิคุ้มกัน ติดโรคร้ายและตายไป ประชากรลดลงไปมาก

ชาวพื้นเมืองในตอนนั้น ไม่ได้บันทึกอะไรไว้เลย การถ่ายทอดข้อความ โดยการเล่าจากปากต่อปาก ต้นตอจึงได้ตายหายไป พร้อมกับชาวพื้นเมืองเก่าแก่นั้น

แม้จะมีข้อความสัญลักษณ์ แต่ก็ถอดความไม่ได้ และยังคงหาคำอธิบาย ว่าชาวเกาะอีสเตอร์ ได้อพยพมาจากที่ใด ไม่ได้เลย

ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ประเทศชิลี ได้รวมเกาะนี้ เข้าเป็นส่วนหนึ่ง ของประเทศในปี ค.ศ. 1888 หลังจากนั้น ประชากรบนเกาะก็เพิ่มขึ้นอีกครั้ง

เกี่ยวกับรูปสลักหิน ที่มีขนาดยักษ์บนThe easter island mystery แม้ว่าจะไม่รู้ ว่าที่มาของชาวพื้นเมือง แต่ก็ได้สร้างรูปสลักยักษ์ขึ้น สร้างจากหินและกากแร่ จากภูเขาไฟหรือหินบะซอลต์ รูปในยุคแรกเป็นรูปคนนั่งคุกเข่าต่อมาเราเรียกว่า โมไอ ซึ่งเป็นที่โดดเด่น ทั่วไปบนเกาะ

เป็นอย่างไรบ้างครับ ความแปลกของคนบนเกาะอีสเตอร์ ถ้าชอบเรื่องแบบนี้ ติดตามข้อมูลของเว็บเราได้เรื่อย ๆ นะครับ วันนี้สวัสดีครับ

เขียนโดย FateNama

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น